หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการสูญเสียประสิทธิภาพและกำไรขององค์กรคือการบริหารงานที่ไม่ดีในระดับผู้จัดการ ผู้จัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพไม่เพียงแต่ไม่สามารถสร้างผลงานที่ดีที่สุดจากทีมงานของตน แต่ยังสามารถลดทอนความผูกพันของพนักงานและทำให้พนักงานที่มีความสามารถสูงออกจากองค์กรได้อีกด้วย ผลกระทบนั้นมีนัยสำคัญ
การเพิ่มขึ้นของอัตราการลาออกของผู้มีผลงานดีเด่น
การศึกษาของแกลลัปพบว่า 50% ของพนักงานลาออกจากงานเพื่อหนีจากผู้จัดการที่ไม่ดี ผู้ที่มีผลงานดีเด่น ซึ่งมีตัวเลือกมากที่สุด มักจะเป็นคนแรกที่ออกไปหาโอกาสใหม่ภายใต้การนำที่ดีกว่า การทดแทนบุคลากรที่มีความสามารถเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายสูงมาก โดยงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าอาจมีค่าใช้จ่ายสองเท่าของเงินเดือนพนักงานในการจ้างและปฐมนิเทศพนักงานใหม่
ทีมงานที่ขาดความผูกพันและมีผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน
แม้แต่พนักงานที่ยังคงอยู่ก็มักจะขาดความผูกพันและทุ่มเทให้กับงานเพียงแค่ขั้นต่ำสุดภายใต้การบริหารงานที่ไม่ดี ตามการวิจัยจากหนังสือ Multipliers “ผู้นำที่บั่นทอน” ซึ่งใช้ประโยชน์จากทีมงานได้ไม่เต็มที่จะได้รับผลงานและความร่วมมือจากลูกน้องเพียง 20-50% เท่านั้น ในทางกลับกัน “ผู้นำทวีค่า” ที่พัฒนาศักยภาพสูงสุดของทีมงานจะได้รับผลงานถึง 70-100% ของศักยภาพ – สูงกว่าถึงสองเท่า
ผลการศึกษาดังกล่าวสอดคล้องกับประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริง จากการสังเกตการณ์ทำงานร่วมกับทีมงานนับร้อยทีม ผมพบว่าผลงานที่แตกต่างกันระหว่างผู้จัดการที่ดีเยี่ยม ปานกลาง และไม่ดีนั้นมีนัยสำคัญอย่างเห็นได้ชัด:
– ผู้จัดการที่ดีเยี่ยมสามารถบรรลุเป้าหมายได้ถึง 120%+
– ผู้จัดการระดับปานกลางทำได้ประมาณ 100% ของเป้าหมาย
– ผู้จัดการที่มีผลงานต่ำกว่ามาตรฐานจะทำได้เพียง 80% ของเป้าหมายหรือน้อยกว่านั้น
ราคาแพงของการบริหารงานระดับปานกลาง
ต้นทุนของการบริหารงานที่ด้อยคุณภาพจะทวีคูณอย่างรวดเร็วทั่วทั้งองค์กร ผู้จัดการที่มีผลงานต่ำกว่ามาตรฐานแต่ละคนคือการสูญเสียผลิตภาพหลายแสนบาท โอกาสที่พลาดไป และการสูญเสียลูกค้าที่อาจเกิดขึ้น เมื่อรวมกับอัตราการลาออกของพนักงานที่มีผลงานดีเด่น ค่าใช้จ่ายอาจสูงถึงหลายล้านบาทได้
ในทางกลับกัน การลงทุนในการพัฒนาภาวะผู้นำและการจ้างผู้จัดการที่มีความสามารถสูงจะส่งผลตอบแทนเป็นเงาคูณได้อย่างมหาศาล
– ผู้จัดการที่ดีเยี่ยม (มีค่าจ้างสูง) สามารถสร้างผลตอบแทนเกินเป้าหมายถึง 20%+
– ผู้จัดการระดับปานกลาง (มีค่าจ้างปานกลาง) ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
– ผู้จัดการที่ไม่ดี (มีค่าจ้างต่ำ) เป็นการสูญเสียกำไรและการเติบโตสุทธิ
หากเรามีผู้จัดการระดับปานกลางมาก จะมีวิธีพัฒนาผู้จัดการเหล่านี้ให้เป็นผู้จัดการที่ดีเยี่ยมได้อย่างไร
การพัฒนาผู้จัดการระดับกลางให้เป็นผู้จัดการที่ดีเยี่ยมเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความมุ่งมั่นในการเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นี่คือแนวทางที่สามารถนำไปใช้ได้:
1. การฝึกอบรมและพัฒนาทักษะ
การจัดโปรแกรมฝึกอบรมที่เน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้จัดการระดับกลาง เช่น ทักษะการสื่อสาร การแก้ปัญหา การคิดเชิงกลยุทธ์ และการจูงใจ จะช่วยให้ผู้จัดการสามารถบริหารทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
2. การสร้างความตระหนักรู้ในบทบาทและความสำคัญของภาวะผู้นำ
การสร้างความตระหนักรู้ให้ผู้จัดการระดับกลางเข้าใจถึงบทบาทและความสำคัญของภาวะผู้นำจะทำให้พวกเขามีแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองและนำภาวะผู้นำไปใช้ในการบริหารจัดการได้ดียิ่งขึ้น.
3. การพัฒนาทักษะการสื่อสารและการจูงใจทีมงาน
ผู้จัดการระดับกลางจำเป็นต้องสามารถสื่อสารนโยบาย เป้าหมาย และความคาดหวังได้อย่างชัดเจน ทั้งกับทีมงานและผู้บริหารระดับสูง นอกจากนี้ ทักษะการสร้างแรงจูงใจก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน.
4. การเสริมสร้างการคิดเชิงกลยุทธ์และการตัดสินใจ
ผู้จัดการระดับกลางจำเป็นต้องมีความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ วิเคราะห์สถานการณ์ และตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม การพัฒนาการคิดเชิงกลยุทธ์อาจทำได้ผ่านการระดมสมอง การวิเคราะห์กรณีศึกษา หรือการมอบหมายงานหรือโปรเจ็กต์ที่ท้าทาย.
5. การส่งเสริมการสร้างความสัมพันธ์และการทำงานร่วมกับผู้อื่น
ผู้จัดการระดับกลางต้องสามารถสื่อสารและทำงานข้ามสายงานได้อย่างราบรื่น ทั้งกับทีมงานของตนเอง ทีมอื่นๆ หรือแม้แต่กับลูกค้าและพาร์ทเนอร์ องค์กรควรส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น โปรเจ็กต์ข้ามสายงาน งานเวิร์กชอปที่เน้นการแก้ปัญหาร่วมกันเป็นทีม.
6. การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์และการบริหารจัดการตนเอง
ความฉลาดทางอารมณ์หรือ EQ เป็นสิ่งจำเป็น ผู้จัดการระดับกลางต้องรู้จักสังเกตอารมณ์ของตัวเองและผู้อื่น บริหารจัดการความเครียด และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้.
7. การปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมในการเป็นผู้นำ
องค์กรควรมีการกำหนดแนวทางและมาตรฐานจริยธรรมสำหรับผู้บริหารอย่างชัดเจน พร้อมทั้งสื่อสารและปลูกฝังจริยธรรมเหล่านี้ผ่านการ Lead by Example การอบรมเชิงปฏิบัติการ หรือการสอดแทรกเรื่องจริยธรรมในกระบวนการตัดสินใจต่างๆ.
8. การส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
การพัฒนาภาวะผู้นำไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน แต่เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความมุ่งมั่นในการเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผู้บริหารระดับกลางควรมีแผนการพัฒนาตนเองทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยอาจเข้าร่วมการอบรม สัมมนา งานประชุมวิชาการ หรือโปรแกรมพัฒนาภาวะผู้นำ
การพัฒนาผู้จัดการระดับกลางให้เป็นผู้จัดการที่ดีเยี่ยมต้องอาศัยการสนับสนุนจากองค์กรในทุกด้าน ทั้งการฝึกอบรม การสร้างแรงจูงใจ และการให้โอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง