ในการโค้ชผู้บริหารนั้น  ในภาพรวมคือ เริ่มต้นด้วยการตรวจเช็คว่าศรศิลป์กินกันหรือไม่ก่อนเรียกว่า Checking-Chemistry แล้วเริ่มวิเคราะห์สถานการณ์ เรียกว่า diagnosis แล้วออกแบบหรือ design หลังจากนั้นก็พูดคุยกันคือ dialogue สุดท้ายผู้ถูกโค้ชหรือเรียกทับศัพท์ว่า โค้ชชี่ (Coachee) ก็ถึงฝั่งคือ destiny เรามาดูรายละเอียดคร่าวๆของแต่ละขั้นตอนกันครับ

Checking- Chemistry

คือการตรวจทานศรศิลป์ว่าไปด้วยกันได้ไหม  เป็นการพบกันแบบไม่เป็นทางการระหว่างโค้ชและโค้ชชี่  ใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง  เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายศึกษาซึ่งกันและกันว่าถูกจริตกันมากน้อยเพียงใด  เพราะการโค้ชนั้นเป็นการพูดคุยของคนสองคนที่ต้องมาเจอกันถึงสิบสองครั้งในหกเดือน  หากเข้ากันไม่ได้ก็จะอึดอัดด้วยกันทั้งสองฝ่าย โค้ชชี่จะบอกกับคนที่ประสานงานเรื่องนี้ภายในองค์กรของเขาว่าหลังจากที่โค้ชชี่คุยกับ “ว่าที่โค้ช” แล้วเขารู้สึกอย่างไร  หากเขาคิดว่าไม่เวิร์คก็จะนัดคุยกับว่าที่โค้ชท่านอื่น  สำหรับเรื่องที่คุยกันก็เป็นเรื่องประวัติโค้ช  ประวัติโค้ชชี่  สิ่งที่โค้ชชี่มองหา  การโค้ชทำอย่างไร  บทบาทหน้าที่ของโค้ชและโค้ชชี่  ผลลัพธ์ที่ต้องการ  รูปแบบการโค้ชเช่นการใช้คำถามให้โค้ชชี่คิดหาคำตอบด้วยตนเอง  เป็นต้น

1. Diagnosis หรือการประเมินสถานภาพของโค้ชชี่

โดยมีสองขั้นตอนย่อยคือ

  1. การค้นพบตนเองโดยใช้ Gallup’s Strengthsfinder 2.0 ที่ทางโค้ชจะส่งหนังสือและระหัสที่ใช้เข้าระบบเพื่อให้โค้ชชี่ทำแบบสอบถามออนไลน์  โค้ชชี่สามารถทำแบบสอบถามนี้ให้แล้วเสร็จภายใน 45 นาที จากนั้นให้ส่งไฟล์ PDF ที่เป็นผลของการทดสอบให้โค้ชเพื่อทำการแปลต่อไป ซึ่งใช้เวลาในการแปล 2 วัน
  2. 360 Feedback คือการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับโค้ชชี่ เพื่อค้นหาความต้องการในการโค้ช โดยโค้ชจะสัมภาษณ์รายบุคคล ใช้เวลาท่านละ 1 ชั่วโมง กับบุคคลดังต่อไปนี้
    1. ผู้บังคับบัญชาโดยตรง 1 ท่าน
    2. เพื่อนร่วมงานระดับเดียวกัน 2 ท่าน
    3. ผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรง 3 ท่าน
  3. นำเสนอรายงาน 360 Feedback ต่อโค้ชชี่ และหารือเรื่องผลของ Gallup’s Strengthsfinder 2.0  สิ่งที่เป็นจุดแข็ง(Strengths)  สิ่งที่ควรหยุด (Stop)  สิ่งที่ควรเริ่ม (Start)

ตัวอย่าง แนวทางคำถาม 360 Feedback ที่ใช้ในการสัมภาษณ์คนรอบๆตัวโค้ชชี่

  1. คุณรู้สึกอย่างไรในการทำงานร่วมกับคุณ…..
  2. คุณ…..ทำอะไรบ้าง  ที่ทำให้คุณทำงานได้ดีขึ้น
  3. คุณ…..เคยทำอะไรบ้าง  ที่เป็นอุปสรรคในการทำงานของคุณ
  4. คุณปรารถนาจะได้อะไรจาก…. แต่ยังไม่ได้รับ
  5. คุณ….. ควรจะ ทำต่อ / หยุด / เริ่ม  ในเรื่องใดบ้าง  ที่จะทำให้คุณทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  6. *คุณเรียนรู้อะไรบ้างจากการทำงานกับคุณ…..  และมีอะไรอีกที่คุณปรารถนาจะเรียนรู้จากเขา
  7. *คุณได้รับการสนับสนุนให้ประสบความสำเร็จและก้าวหน้ามากน้อยเพียงใดจากคุณ….. หากมี  เขาทำอย่างไร  หากยังไม่มี  จะเสนอแนะอะไร

*สำหรับข้อ 6-7 ถามเฉพาะผู้ใต้บังคับบัญชา

2. Design หรือการออกแบบการโค้ช

ในขั้นตอนนี้โค้ชจะประเมินว่าเพื่อช่วยให้โค้ชชี่ไปถึงเป้าหมายในการโค้ช ควรจะพบกันอย่างไร โดยปกติจะพบกันครั้งละ 90 นาที เดือนละ 2 ครั้ง ระยะเวลาอาจจะเป็น 3 เดือน หรือ 6 เดือน แล้วแต่กรณี

3. Dialogue คือการดำเนินการโค้ช

ในการโค้ชตัวต่อตัวระหว่างโค้ชและโค้ชชีี่ เรื่องราวที่สนทนากันคือเรื่อง ความเชื่อ ความถนัด สไตล์การสื่อสาร การปฎิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ
โค้ชจะใช้การตั้งคำถามเพื่อให้โค้ชชี่เป็นคนหาคำตอบด้วยตัวเองเป็นส่วนใหญ่

4. Destiny คือปลายทางของการโค้ช

เมื่อจบโครงการ ความเป็นไปได้ที่โค้ชชี่จะเกิดการเลี่ยนแปลงคือ
– รู้จักตัวเองมากขึ้น
– เปลี่ยนแปลงอย่างมาก
– เปลี่ยนแปลงไปบ้าง

แนวทางที่เราใช้ในการโค้ช

ในการโค้ชผู้บริหารนั้นผมได้พัฒนา 4-Is Coaching Model  คือแนวทางที่ช่วยให้โค้ชสามารถวิเคราะห์และประยุกต์ใช้การโค้ชได้เหมาะสมตามสถานการณ์และจริตของแต่ละบุคคล

4-Is Coaching Model

เริ่มต้นด้วย I ตัวแรกคือ Individualization เป็นการที่โค้ชใช้ดุลยพินิจ  พิจารณาดูผู้ได้รับการโค้ชเป็นรายบุคคลว่า  เขาควรจะได้รับการโค้ชวิธี ไหนในการโค้ชจากสาม I-s ต่อไปนี้

  • Instruct การสอน
  • Inspire บันดาลใจ
  • Inquire ถาม

Individualize

เป็นพื้นฐานของการโค้ช การฝึกอบรมและการเรียนเป็นการช่วยคนจำนวนมากให้เรียนไปพร้อมๆกัน ตรงข้ามกับการโค้ชที่ทำเป็นรายบุคคล ดังนั้นเราต้องพิจารณา ในเรื่องสไตล์ ความเชื่อ ศักยภาพ ภูมิหลัง แนวทางการเรียนรู้ที่ถนัด และความตั้งใจในการเรียนรู้ ของแต่ละบุคคล  เราไม่ควรโค้ชทุกคนในวิธีเดียวกัน นี่เป็นกับดักที่คนเก่งส่วนมากจะพลาด โดยเฉพาะผู้ที่ทะเยอทะยานและชอบเรียนรู้ เพราะคิดว่าคนอื่นเขารักการเรียนเหมือนตนเอง  ดังนั้น ‘Individualize’ จึงเป็นกุญแจความสำเร็จของการโค้ช เมื่อเข้าใจพื้นฐานนี้แล้ว เราก็สามารถเลือกหนึ่งในสามวิธีของอีก 3-Is ที่เหลือ

เราลองมาดูในแต่ละ I กัน

Instruct

‘Instruct’ หรือการสอน เป็นวิธีช่วยให้ผู้อื่นเรียนรู้โดยการบอก สอน หรือสั่ง วิธีนี้ใช้ได้ดีในการสอนกระบวนการทำงาน หรือความรู้เฉพาะทาง เช่น บอกให้ทีมทราบเกี่ยวกับค่านิยมขององค์กร เพราะเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ทราบมาก่อน

Inspire

‘Inspire’ หรือการสร้างแรงบันดาลใจ เป็นวิธีช่วยให้ผู้อื่นเรียนทางอ้อม มีแนวทางที่เราสามารถใช้ได้ คือ

  • ทำอย่างที่พูด หรือทำตัวเป็นตัวอย่าง – ทำสิ่งที่พูดและพูดในสิ่งที่ทำ เช่นเราอยากให้ทีมทำงาน โดยใช้ลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง เราอาจต้องลองรับคำร้องทุกข์ของลูกค้าด้วยตนเองบ้าง
  • เล่าเรื่อง – มีเรื่องราวมากมายที่ใช้ในการโค้ชได้ เทคนิคคือเราควรจัดประเภทเรื่องที่มี เช่น ทัศนคติเชิงบวก ความเป็นมืออาชีพ การรับมือความยากลำบาก ภาวะผู้นำ หรือการบริหาร
  • แชร์ประสบการณ์ส่วนตัว – ถ้าเราได้รับความเชื่อถือจากพวกเขาแล้ว เพราะเขารู้ว่าเราคือใคร เป็นคนอย่างไร ความสำเร็จในอดีตเป็นเช่นไร การแบ่งปันประสบการณ์อาจช่วยได้ อย่างไรก็ตาม อย่าลืมถามพวกเขาก่อนว่าอยากฟังหรือไม่

การโค้ชโดยสร้างแรงบันดาลใจนั้นไม่เป็นการสั่งการมากไป เราอาจเป็นแบบอย่างที่ดีและแบ่งปันประสบการณ์กับพวกเขา แต่สุดท้ายพวกเขาจะเลือกเองว่าจะนำสิ่งที่เราเล่าไปใช้หรือไม่

Inquire

‘Inquire’ เป็นการโค้ชโดยการถาม เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการโค้ชคนทำงานที่ต้องใช้ความคิดเป็นหลัก เราใช้คำถามเป็นเครื่องมือช่วยให้ผู้อื่นคิดได้ดีมากขึ้น แต่ก็เป็นวิธีที่ยากที่สุดในบรรดา 3Is

การโค้ชทั้งสามแบบ  แต่ละแบบก็เหมาะกับแต่ละบุคคลในแต่ละสถานการณ์ ดังนั้นจึงต้องใช้เทคนิค ‘Individualize’ ก่อนลงมือโค้ชเพื่อประเมินดูว่าควรจะเลือกวิธีไหนในสามทางเลือก

อย่างไรก็ตาม Inquire หรือการใช้คำถามในการโค้ชนั้นเป็นสิ่งใหม่สำหรับคนไทย  เพราะว่าแนวคิดนี้พัฒนามาจากตะวันตก  ซึ่งมีวัฒนธรรมในการเรียนรู้ที่ฝึกให้คนคิดในเชิงวิพากย์ (Critical Thinking)  โดยพ่อแม่และครูในสังคมตะวันตกจะใช้คำถามสอบถามเพื่อให้คนแสดงความคิด

การคิดเชิงวิพากย์นั้นมาจากโสกราตีส  (Socrates)  ซึ่งเป็นคนที่ใช้กระบวนการนี้จนมีคำศัพท์เทคนิคโดยเฉพาะว่า Socratic Method  หรือวิธีการของโสกราตีส

ดังนั้นในการใช้การตั้งคำถามให้โค้ชชี่คิดจึงเป็นเรื่องที่โค้ชชี่ชาวไทยส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคย  โค้ชจึงมีความจำเป็นจะต้องสื่อสารและให้ความรู้ความเข้าใจกับโค้ชชี่อย่างชัดเจนตั้งแต่เบื้องต้นในขั้นตอนของ Checking Chemistry

สำหรับหัวข้อที่สนทนากันในระหว่างโค้ชจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสื่อสาร

การปฎิสัมพันธ์ระหว่างโค้ชชี่และบุคคลรอบๆตัวเขา  การสนทนาจะครอบคลุมไปถึงเรื่องข้อมูลจากพรสวรรค์ของเขา  ความถนัดในการสื่อสาร  ความเชื่อ  เป็นต้น