การโค้ชผู้บริหารเป็นเครื่องมือใหม่ในการพัฒนาภาวะผู้นำ  ทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย

ผมเริ่มทำงานโค้ชผู้บริหาร หรือ Executive Coach เป็นครั้งแรกในปีพ.ศ. 2546

ล่วงเลยมา 11 ปี  เรื่องนี้เริ่มได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายมากขึ้นในประเทศไทย  องค์กรชั้นนำหลายแห่งเริ่มใช้บริการนี้มากขึ้น  ส่วนใหญ่เป็นองค์กรข้ามชาติ  และองค์กรขนาดใหญ่ของไทย

ที่มาของคำว่า “โค้ช”

รากศัพท์ของคำว่า coach  แปลว่ารถม้าขนาดใหญ่  มาจากภาษาฮังการี Kocs (ออกเสียงว่าโค้ช)  ในช่วงกลางศตวรรษที่สิบห้า  คำนี้ใช้กันแพร่หลายในยุโรป  ซึ่งแปลความหมายได้ว่าเป็นการเคลื่อนย้ายจากจุดเอไปจุดบี  ด้วยความไวที่สุดเท่าที่จะทำได้  ด้วยวิธีที่ดีที่สุด  ซึ่งสมเหตุสมผลในตอนนั้น  เนื่องจากถนนหนทางของยุโรปสมัยเมื่อห้าร้อยปีก่อนยังไม่สะดวกสบายอย่างในปัจจุบัน

ครั้นมาถึงกลางศตวรรษที่สิบเก้า  คำว่า Coach ในมหาวิทยาลัยออกฟอร์ดกลายเป็นคำแสลงที่มีความหมายว่า ติวเตอร์ หรือผู้ที่ช่วยให้นักศึกษาสอบผ่าน

การโค้ชกับธุรกิจ

ในอดีต โค้ช (Coach) หรือการโค้ช (Coaching) เป็นคำที่คุ้นเคยในแวดวงของการกีฬามากกว่าแวดวงการทำงาน การโค้ชเข้ามาสู่วงการธุรกิจ สู่องค์กร และกลายมาเป็นเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนาบุคลากรเมื่อไม่กี่สิบปีก่อน

จุดเริ่มต้นของการโค้ชในองค์กร เกิดขึ้นจากความสนใจของนักคิดในสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการค้นหาว่าเหตุใดทีมบาสเก็ตบอลในลีกสำคัญของสหรัฐฯ หลายทีม เมื่อมีการเปลี่ยนตัวโค้ช ทีมก็ชนะและมีผลงานดีขึ้น ในทางกลับกัน ในหลายๆทีม พอโค้ชคนเดิมออกไป ทีมกลับแพ้หรือมีผลงานแย่ลง ทั้งๆ ที่ปัจจัยอื่นๆ ยังคงเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นตัวนักกีฬา คู่แข่ง หรือสภาพแวดล้อมในการแข่งขัน และที่สำคัญเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับบางทีม แต่กลับเกิดขึ้นกับทุกทีม และเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นักคิดเหล่านั้นจึงทำการศึกษาว่าโค้ชทำอะไรในทีม เหตุใดจึงมีความสำคัญและส่งผลมากมายต่อผลงานของทีม หลังจากใช้เวลาศึกษาอยู่นาน จึงพบว่ากิจกรรมหลายอย่างที่โค้ชทำ สามารถนำมาปรับใช้กับโลกของธุรกิจและการทำงานได้ ไม่ว่าจะเป็น คุณสมบัติของโค้ช หน้าที่ของโค้ช และแนวทางในการโค้ช เป็นต้น

ทำไมการโค้ชจึงมีความสำคัญในตอนนี้

การโค้ชผู้บริหารในปัจจุบันเริ่มได้รับความนิยมแพร่หลายมากขึ้น  แต่ก็ยังเป็นเรื่องใหม่มากโดยเฉพาะในประเทศไทย  สำหรับในอเมริกาหรือยุโรปนั้น  มีการใช้บริการการโค้ชผู้บริหารมาเมื่อประมาณยี่สิบปีที่ผ่านมา  และเพิ่งจะได้รับความนิยมในสิบปีนี่เอง

สาเหตุที่เพิ่งจะเริ่มมีการนำการโค้ชมาใช้ในองค์กรเมื่อไม่นานมานี้  เพราะกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก  หากเรามองย้อนอดีตไปในยุคเกษตรกรรม การโค้ชมีความจำเป็นน้อยเพราะรูปแบบของการทำงานนั้นเรียบง่ายและไม่ซับซ้อน  แต่เมื่อมาถึงยุคอุตสาหกรรมการทำงานก็มีรูปแบบที่เน้นขั้นตอนมากขึ้น  อุตสาหกรรมในยุคแรกๆ เป็นเรื่องของการผลิตจำนวนมากโดยใช้แรงงาน  การโค้ช มีเพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่ซับซ้อนมากนัก ยังคงเป็นลักษณะ ชี้แนะ บอก หรือที่เรียกว่า Directive มากกว่า

จนกระทั่งมาถึงยุคสารสนเทศ  คราวนี้คนทำงานก็กลายเป็น  Knowledge Worker หรือบุคลากรที่ใช้ความรู้ในการทำงานมากขึ้น   จากหนังสือ Quiet Leadership โดย David Rock ประมาณการว่า ใน พ.ศ. 2548  องค์กรโดยทั่วไปมีคนงานที่ใช้ความรู้ (Knowledge Worker)  อยู่ถึง 40% และหากเป็นผู้บริหารระดับกลางขึ้นไปแล้วก็ต้อง 100% กันเลยทีเดียว Knowledge Worker นี้ยังรวมถึงคนที่มีความรู้สูงขึ้น  เราสังเกตง่ายๆ ว่าความรู้สำคัญเพียงใด ได้จากระดับการศึกษาของคน  ในปัจจุบันนี้การจบการศึกษาระดับปริญญาโทแทบจะกลายเป็นความจำเป็นไปแล้ว

นอกจากนี้สังคมที่มีคนรุ่นใหม่ๆ เช่นคนใน Generation X และ Generation Y มีอยู่ในองค์กรเป็นจำนวนมากและเป็นคนส่วนใหญ่ จึงทำให้การบริหารจัดการ Knowledge worker มีความจำเป็นต้องใช้การสร้างความสัมพันธ์และการโน้มน้าวมากยิ่งขึ้น  ปัจจัยเหล่านี้เองจึงเป็นที่มาของความสำคัญของการโค้ช ซึ่งมีมากขึ้นตามลำดับ

ประกอบกับการขยายตัวของธุรกิจในประเทศไทย  ทำให้ความต้องการผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ในขณะที่บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการบริหารนั้นกลับมีน้อย  ทำให้องค์กรจำนวนมากต้องแต่งตั้งผู้บริหารรุ่นใหม่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งที่มีบทบาทสำคัญ  ผู้บริหารรุ่นใหม่เหล่านี้มีความมุ่งมั่น  เฉลียวฉลาด  แต่ขาดประสบการณ์ในการบริหารงาน บริหารองค์กร  และที่สำคัญคือการบริหารคน  ดังนั้นการที่มีใครสักคนมาทำหน้าที่โค้ช เพื่อให้เขามีโอกาสประสบความสำเร็จในบทบาทของเขา ก็น่าจะเป็นการดี

การโค้ชผู้บริหารคืออะไร

The International Coach Federation (ICF) ได้ให้นิยามของคำว่า coaching ว่า “coaching คือความร่วมมือระหว่างโค้ชและผู้ที่ได้รับการโค้ช โดยมีขั้นตอนและกระบวนการ รวมถึงมีการท้าทายเชิงความคิด เพื่อเป็นการจุดประกายให้ผู้ที่ได้รับการโค้ช ได้เห็นโอกาส และเกิดแรงบันดาลใจในการใช้ศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง เพื่อสร้างความสำเร็จทั้งในด้านส่วนตัวและในหน้าที่การงาน”

ในขณะที่  Worldwide Association of Business Coach ได้ให้นิยามของ Business Coaching ไว้ว่า คือกระบวนการที่มีส่วนร่วมในการสื่อสารอย่างมีความหมายระหว่างบุคคล ในเชิงธุรกิจ องค์กร สถาบัน หรือราชการ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความสำเร็จในทุกระดับขององค์กร และสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวบุคคลเหล่านั้น

Jane Renton ผู้เขียนหนังสือ Coaching and Mentoring ยกนิยามจาก Sir John Whitmore ว่า การโค้ชคือการปลดปล่อยศักยภาพของบุคคล เพื่อให้เขาได้ใช้ศักยภาพในการสร้างผลงานของเขา เป็นการช่วยให้เขาเรียนรู้มากกว่าที่จะใช้วิธีสอนหรือบอก

เนื่องจากมีความหลากหลายในเรื่องของนิยามของคำว่าการโค้ชผู้บริหาร  ผมจึงขอประมวลเป็นนิยามที่ผมใช้คือ  “การช่วยผู้บริหารท่านหนึ่ง ให้พัฒนาในเร่ื่องใดเรื่องหนึ่ง จากจุดใดจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง”

ทำไมผู้บริหารจึงต้องมีโค้ช

ที่จริงแล้วคนเก่งๆ ที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากมีโค้ชประจำตัว  ไม่ว่าจะเป็นซีอีโอหรือผู้นำที่มีความรู้ความสามารถ  อาทิ อีริค  ชมิท  ประธานบริหารของกูเกิ้ล  ได้ให้สัมภาษณ์ไว้กับวารสารธุรกิจฟอร์จูนว่า “คำแนะนำที่ดีที่สุดที่เขาได้รับนั้นคือการมีโค้ชประจำตัว” ในบทสัมภาษณ์ทางวีดีโอที่ http://money.cnn.com/video/fortune/2009/06/19/f_ba_schmidt_google.fortune/ เขากล่าวว่า “ในปีค.ศ. 2001 ผมได้รับคำแนะนำจากบอร์ดคนหนึ่งคือ  จอห์น  โดเออร์ ว่า  ‘ผมแนะนำให้คุณมีโค้ช’  จอห์นแนะนำว่าผมควรมี  บิล  แคมเบล  เป็นโค้ช  แรกๆผมก็ปฏิเสธความคิดนี้  ผมเป็นซีอีโอที่มีประสบการณ์  ผมผิดอะไรหรือถึงต้องมีโค้ช  โค้ชจะช่วยอะไรผมได้หากผมเป็นคนที่เหมาะที่สุดในโลกสำหรับตำแหน่งนี้แล้ว”

แต่ว่านั่นไม่ใช่หน้าที่ของโค้ช  โค้ชไม่จำเป็นต้องเก่งเท่าผู้บริหาร  โค้ชจะเป็นผู้สังเกตการณ์ และหาทางช่วยให้ผู้บริหารไปสู่จุดที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นเท่าที่ผู้บริหารหรือผู้ที่ได้รับการโค้ชจะสามารถไปถึงได้ต่างหาก  ในแง่ธุรกิจแล้วโค้ชไม่ได้เป็นผู้มาสอน  แต่จะเป็นผู้ที่มองจากอีกมุมมองหนึ่ง  ให้ข้อมูลบางประการเพื่อสะท้อนกลับให้ผู้บริหารได้เห็นตนเองในมุมที่ไม่เคยมองเห็น  และหารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาหรือเพิ่มประสิทธิภาพ

ชมิท ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “เมื่อผมไว้ใจโค้ช  ผมจะรับฟังและพิจารณามุมมองของเขา  แต่ว่าผมเองจะเป็นผู้ตัดสิน ในกรณีที่มีความขัดแย้ง  บิลจะช่วยให้ผมมีมุมมองที่กว้างขึ้น แทนที่ผมจะพุ่งเข้าใส่ปัญหาแบบหัวชนฝา”

ในปีค.ศ. 2009 มีการสำรวจในระดับโลกที่ชื่อ Executive Coaching World โดย William Pennington ในรายงานประเมินว่าทั่วโลกมีผู้ทำงานด้านการโค้ชผู้บริหาร หรือ Executive Coach อยู่ราว 29,000 คน โดยมีรายได้รวมกันประมาณ 2,000 ล้านเหรียญอเมริกัน

คุณอภิวุธ พิมลแสงสุริยา  ได้ให้สัมภาษณ์ในกรุงเทพธุรกิจ ฉบับ 26 ธันวาคม 2555 ว่า

“การโค้ชในประเทศไทยเติบโตขึ้นมากโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเมื่อ 4-5 ที่แล้ว ในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ยุโรป สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลี หรือแม้แต่มาเลเซีย อัตราการเติบโตของการโค้ชผู้บริหารมีมากกว่า 30% ต่อปี สำหรับประเทศไทยธุรกิจการโค้ชเติบโตขึ้นหลายเท่าเมื่อเทียบกับ 4-5 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้อาจเป็นเพราะตลาดยังเล็กอยู่

จากผลการสำรวจของ International Coach Federation อัตราส่วนของโค้ชในอเมริกามีประมาณ 40 โค้ช/ประชากร 1 ล้านคน ในยุโรปมีประมาณ 44 โค้ช/ประชากร 1 ล้านคน ส่วนในเอเซียมีเพียงแค่ 1 โค้ช/ประชากร 1 ล้านคน เราไม่มีตัวเลขของคนไทย แต่ถ้าให้ประมาณดูคร่าวๆ ผมคิดว่าในประเทศไทยมีคนที่ทำหน้าที่โค้ชอยู่ไม่เกิน 100 คนต่อประชากรประมาณเกือบ 70 ล้านคน

หากเทียบเป็นสัดส่วนก็ต้องถือว่าน้อยมากๆ นี่จึงเป็นคำตอบว่าเหตุใดอาชีพโค้ชจึงเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดปัจจุบัน

สำหรับเรื่องค่าตัวของโค้ชในประเทศไทย ค่อนข้างหลากหลาย ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ของโค้ช ระดับของผู้บริหารที่ได้รับการโค้ชและประเด็นที่จะโค้ช ปกติค่าตัวโค้ชคิดเป็นชั่วโมง มีตั้งแต่ชั่วโมงละ 2-3 พันบาทไปจนถึงชั่วโมงและ 2-30,000 บาท”

ประโยชน์ของการมีโค้ชสำหรับผู้บริหาร

ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จแต่ละท่านก็มีความสามารถสูงๆทั้งนั้นจึงได้รับการแต่งตั้งขึ้นมา  ทำไมท่านเหล่านั้นจึงต้องมีโค้ชด้วย

จากประสบการณ์  สาเหตุที่ทำให้ผู้บริหารตัดสินใจจ้างโค้ชมามีสี่กลุ่มใหญ่ๆคือ

  1. ผู้บริหารที่เก่งแล้วต้องการให้เก่งขึ้นไปอีก  ในกรณีนี้ตัวอย่างคืออีริค สมิท ประธานฯกูเกิ้ล หรือสตีฟ จ็อปส์  ซึ่งทั้งสองคนมีโค้ชคนเดียวกันคือ  บิล แคมเบล
  2. ผู้บริหารที่เก่งบางเรื่องแต่ไม่เก่งบางเรื่อง  เช่นเก่งงานแต่ไม่เก่งคน หรือพูดเก่งแต่ฟังไม่เก่ง  หรือผู้บริหารต่างชาติที่ไม่เข้าใจคนไทยเป็นต้น
  3. ผู้บริหารที่ต้องการเตรียมตัวเพื่อให้พร้อมสำหรับระดับที่สูงขึ้นในเวลาที่น้อยลง  คือพวกกลุ่ม Successor  เช่นรองซีอีโอที่เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับการระบุว่าเป็นผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งซีอีโอในอนาคต
  4. ผู้บริหารหรือซีอีโอบางคนที่ต้องการโค้ชเป็น Sounding Board  คือต้องการที่ปรึกษา  เพราะว่าเขาต้องการบุคคลภายนอกที่สามารถจะมาท้าทายความคิด  ตั้งคำถามยากๆ  หรือเสนอความเห็นแตกต่าง  ซึ่งผู้ใต้บังคับบัญชาภายในองค์กรอาจจะไม่กล้าทำ